ไม่มีความย่อการแก้ไข |
|||
| (ไม่แสดง 5 รุ่นระหว่างกลางโดยผู้ใช้คนเดียวกัน) | |||
| บรรทัดที่ 18: | บรรทัดที่ 18: | ||
ตองงุมเป็นไม้เลื้อย กึ่งอิงอาศัย ยาวได้ถึง ๑๐ ม. มีรากเกาะเลื้อย ช่วงแรกอิงอาศัย ต่อมาเจริญ เติบโตมากขึ้นและมีรากลงสู่ดิน ลำต้นค่อนข้างแข็ง รูปทรงกระบอกหรือเป็นสี่เหลี่ยมเล็กน้อย เส้นผ่าน ศูนย์กลางได้ถึง ๑.๒ ซม. สีเขียว เมื่ออายุมากขึ้น สีน้ำตาลอมเทา กิ่งที่สร้างช่อดอกมักแตกแขนง | ตองงุมเป็นไม้เลื้อย กึ่งอิงอาศัย ยาวได้ถึง ๑๐ ม. มีรากเกาะเลื้อย ช่วงแรกอิงอาศัย ต่อมาเจริญ เติบโตมากขึ้นและมีรากลงสู่ดิน ลำต้นค่อนข้างแข็ง รูปทรงกระบอกหรือเป็นสี่เหลี่ยมเล็กน้อย เส้นผ่าน ศูนย์กลางได้ถึง ๑.๒ ซม. สีเขียว เมื่ออายุมากขึ้น สีน้ำตาลอมเทา กิ่งที่สร้างช่อดอกมักแตกแขนง | ||
[[ไฟล์:แตงงุม ลักษณะวิสัยและถิ่นที่อยู่.jpg|thumb|ลักษณะวิสัยและถิ่นที่อยู่]] | |||
ลักษณะวิสัยและถิ่นที่อยู่ | |||
ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว มีจำนวนมาก แบบเดียวตลอดทั้งลำต้น รูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก กว้าง ๑.๕-๔ ซม. ยาว ๓-๒๑ ซม. ปลายแหลม เรียว แหลม หรือเป็นติ่งหนาม โคนมนกลมหรือมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เมื่อแห้งบางคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวถึงสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ทั้ง ๒ ด้าน เส้นแขนงใบออกจากโคนหรือใกล้โคนเส้น กลางใบโค้งไปสู่ปลายใบข้างละ ๒-๔ เส้น เส้นนอกสุด อยู่ใกล้ขอบใบ หรือเส้นแขนงใบออกจากเส้นกลางใบ | ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว มีจำนวนมาก แบบเดียวตลอดทั้งลำต้น รูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก กว้าง ๑.๕-๔ ซม. ยาว ๓-๒๑ ซม. ปลายแหลม เรียว แหลม หรือเป็นติ่งหนาม โคนมนกลมหรือมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เมื่อแห้งบางคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวถึงสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ทั้ง ๒ ด้าน เส้นแขนงใบออกจากโคนหรือใกล้โคนเส้น กลางใบโค้งไปสู่ปลายใบข้างละ ๒-๔ เส้น เส้นนอกสุด อยู่ใกล้ขอบใบ หรือเส้นแขนงใบออกจากเส้นกลางใบ | ||
| บรรทัดที่ 26: | บรรทัดที่ 24: | ||
เส้นแขนงใบเป็นแบบร่างแห ก้านใบมีปีกกว้าง รูปขอบ ขนานแกมรูปไข่กลับ รูปขอบขนานแกมรูปแถบ หรือ รูปสามเหลี่ยมแคบ กว้าง ๐.๕-๒ ซม. ยาว ๕-๑๔ ซม. ปลายตัด มนกลม หรือรูปติ่งหู | เส้นแขนงใบเป็นแบบร่างแห ก้านใบมีปีกกว้าง รูปขอบ ขนานแกมรูปไข่กลับ รูปขอบขนานแกมรูปแถบ หรือ รูปสามเหลี่ยมแคบ กว้าง ๐.๕-๒ ซม. ยาว ๕-๑๔ ซม. ปลายตัด มนกลม หรือรูปติ่งหู | ||
[[ไฟล์:ตองงุม ใบ1.jpg|thumb|ใบ]] | |||
ตองงุม ใบ1.jpg|ใบ | [[ไฟล์:แตงงุม ใบ2.jpg|thumb|ใบ]] | ||
แตงงุม ใบ2.jpg|ใบ | |||
ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกตามซอกใบ มี ๑-๒ ช่อ โคนก้านช่อดอกมีใบที่เปลี่ยนรูปเป็นเกล็ด หุ้มสีเขียว เรียงสลับโอบซ้อนกัน ๔-๖ เกล็ด ยาว ๐.๓-๑.๕ ซม. หนาคล้ายแผ่นหนัง กาบช่อดอกสีเขียว อ่อนถึงสีเขียว บางครั้งมีรอยแต้มสีม่วง รูปไข่กว้าง กว้าง ๐.๔-๑ ซม. ยาว ๐.๔-๑.๒ ซม. ลักษณะเป็นแอ่ง คล้ายเรือ ปลายแหลมหรือเป็นติ่งหนามเล็ก โคนเว้า รูปหัวใจโอบก้านช่อดอก ขอบม้วนขึ้น กาบหนาคล้าย แผ่นหนัง ติดทนจนเป็นผล ก้านช่อดอกสีเขียวหรือ สีเขียวมีแต้มสีน้ำตาล กว้าง ๑.๕-๒.๕ มม. ยาว ๐.๓-๒.๕ ซม. ตั้งหรือโค้ง อยู่ใต้กาบช่อดอก ช่อดอก แบบมีก้านสีเหลืองอ่อนหรือสีขาว รูปทรงกลม รูปทรง เกือบกลม หรือทรงรูปไข่ กว้าง ๐.๓-๑ ซม. ยาว ๐.๓-๑.๓ ซม. ก้านเหนือกาบช่อดอกสีเขียว ตั้งขึ้น กว้าง ๑-๑.๓ มม. ยาว ๐.๕-๑ ซม. มีดอกจำนวนมากเรียงชิด กันรอบแกนช่อ ดอกสมบูรณ์เพศมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑-๒ มม. กลีบรวม 5 กลีบ เชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้ ๖ เกสร ก้านชูอับเรณูแบน รูปขอบขนาน แกนอับเรณู เรียว พูอับเรณูรูปทรงรี รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ทรง รูปไข่ มี ๓ ช่อง แต่ละช่องมีออวุล ๑ เม็ด ไร้ก้านยอด เกสรเพศเมีย ยอดเกสรเพศเมียรูปครึ่งทรงกลมแกม รูปคล้ายจาน | |||
[[ไฟล์:แตงงุม ช่อผล.jpg|thumb|ช่อผล]] | |||
ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ช่อผลมี ๑-๕ ผล ผลคล้ายรูปกระบองกลับ ทรงรูปไข่ หรือ รูปทรงรี กว้าง ๑-๑.๔ ซม. ยาว ๑-๑.๘ ซม. สีเขียว สุกสีแดง พบบ่อยที่โคนผลมีกลีบรวมบางคล้ายกระดาษ ติดทน มีเมล็ด ๑ เมล็ด พบน้อยที่มีได้ถึง ๓ เมล็ด | ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ช่อผลมี ๑-๕ ผล ผลคล้ายรูปกระบองกลับ ทรงรูปไข่ หรือ รูปทรงรี กว้าง ๑-๑.๔ ซม. ยาว ๑-๑.๘ ซม. สีเขียว สุกสีแดง พบบ่อยที่โคนผลมีกลีบรวมบางคล้ายกระดาษ ติดทน มีเมล็ด ๑ เมล็ด พบน้อยที่มีได้ถึง ๓ เมล็ด | ||
ช่อดอก | [[ไฟล์:แตงงุม ช่อดอก.jpg|thumb|ช่อดอก]] | ||
[[ไฟล์:กิ่ง ใบ และช่อผล.jpg|thumb|กิ่ง ใบ และช่อผล]] | |||
กิ่ง ใบ และช่อผล | |||
ตองงุมมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ทั่วทุกภาค พบเกาะเลื้อยตามหิน ตามลำต้นและกิ่ง ของไม้ต้น ในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ที่สูงจากระดับทะเลปานกลาง ๒๕๐-๒,๐๐๐ ม. ออกดอก และเป็นผลตลอดปี ในต่างประเทศพบที่อินเดีย (อัสสัม) เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา ทิเบต จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และภูมิภาคอินโดจีน | ตองงุมมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ทั่วทุกภาค พบเกาะเลื้อยตามหิน ตามลำต้นและกิ่ง ของไม้ต้น ในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ที่สูงจากระดับทะเลปานกลาง ๒๕๐-๒,๐๐๐ ม. ออกดอก และเป็นผลตลอดปี ในต่างประเทศพบที่อินเดีย (อัสสัม) เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา ทิเบต จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และภูมิภาคอินโดจีน | ||
รุ่นแก้ไขปัจจุบันเมื่อ 05:49, 19 พฤษภาคม 2568
ชื่อพืช : ตองงุม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pothos chinensis (Raf.) Merr.
ชื่อพ้อง : Tapanava chinensis Raf.; Pothos balansae Engl., P. cathcartii Schott, P. chinensis (Raf.) Merr. var. lotienensis C. Y. Wu et H. Li, P. seemannii Schott, P. warburgii Engl., P. yunnanensis Engl.
วงศ์ : Araceae
ชื่ออื่น ๆ : คอกิ่วย่าน (สุรินทร์); คากเข็บ, ตนวา (เชียงใหม่); ตะขาบเขียว (เลย); พลูช้าง (ใต้); มาบซัวนี (ม้ง-น่าน); หวายตะเข็บ (เชียงใหม่); หวายตะมอย (นครราชสีมา)
คำอธิบายโดยย่อ
ไม้เลื้อยหลายปี กึ่งอิงอาศัย มีรากเกาะเลื้อย ลำต้นค่อนข้างแข็ง รูปทรงกระบอกหรือเป็นสี่เหลี่ยมเล็กน้อย ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก ก้านใบมีปีกกว้าง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกตามซอกใบ มี ๑-๒ ช่อ ดอกสีเหลืองอ่อนหรือสีขาว รูปทรงกลม รูปทรงเกือบกลม หรือทรงรูปไข่ มีก้านสีเขียว ตั้ง กาบช่อดอกสีเขียวอ่อนถึงสีเขียว ดอกสมบูรณ์เพศ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ช่อผลมี ๑-๕ ผล ผลคล้ายรูปกระบองกลับ ทรงรูปไข่ หรือรูปทรงรี สีเขียว สุกสีแดง มีเมล็ด ๑ เมล็ด พบน้อยที่มีได้ถึง ๓ เมล็ด
คำอธิบาย
ตองงุมเป็นไม้เลื้อย กึ่งอิงอาศัย ยาวได้ถึง ๑๐ ม. มีรากเกาะเลื้อย ช่วงแรกอิงอาศัย ต่อมาเจริญ เติบโตมากขึ้นและมีรากลงสู่ดิน ลำต้นค่อนข้างแข็ง รูปทรงกระบอกหรือเป็นสี่เหลี่ยมเล็กน้อย เส้นผ่าน ศูนย์กลางได้ถึง ๑.๒ ซม. สีเขียว เมื่ออายุมากขึ้น สีน้ำตาลอมเทา กิ่งที่สร้างช่อดอกมักแตกแขนง

ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว มีจำนวนมาก แบบเดียวตลอดทั้งลำต้น รูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก กว้าง ๑.๕-๔ ซม. ยาว ๓-๒๑ ซม. ปลายแหลม เรียว แหลม หรือเป็นติ่งหนาม โคนมนกลมหรือมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เมื่อแห้งบางคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวถึงสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ทั้ง ๒ ด้าน เส้นแขนงใบออกจากโคนหรือใกล้โคนเส้น กลางใบโค้งไปสู่ปลายใบข้างละ ๒-๔ เส้น เส้นนอกสุด อยู่ใกล้ขอบใบ หรือเส้นแขนงใบออกจากเส้นกลางใบ
เส้นแขนงใบเป็นแบบร่างแห ก้านใบมีปีกกว้าง รูปขอบ ขนานแกมรูปไข่กลับ รูปขอบขนานแกมรูปแถบ หรือ รูปสามเหลี่ยมแคบ กว้าง ๐.๕-๒ ซม. ยาว ๕-๑๔ ซม. ปลายตัด มนกลม หรือรูปติ่งหู


ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกตามซอกใบ มี ๑-๒ ช่อ โคนก้านช่อดอกมีใบที่เปลี่ยนรูปเป็นเกล็ด หุ้มสีเขียว เรียงสลับโอบซ้อนกัน ๔-๖ เกล็ด ยาว ๐.๓-๑.๕ ซม. หนาคล้ายแผ่นหนัง กาบช่อดอกสีเขียว อ่อนถึงสีเขียว บางครั้งมีรอยแต้มสีม่วง รูปไข่กว้าง กว้าง ๐.๔-๑ ซม. ยาว ๐.๔-๑.๒ ซม. ลักษณะเป็นแอ่ง คล้ายเรือ ปลายแหลมหรือเป็นติ่งหนามเล็ก โคนเว้า รูปหัวใจโอบก้านช่อดอก ขอบม้วนขึ้น กาบหนาคล้าย แผ่นหนัง ติดทนจนเป็นผล ก้านช่อดอกสีเขียวหรือ สีเขียวมีแต้มสีน้ำตาล กว้าง ๑.๕-๒.๕ มม. ยาว ๐.๓-๒.๕ ซม. ตั้งหรือโค้ง อยู่ใต้กาบช่อดอก ช่อดอก แบบมีก้านสีเหลืองอ่อนหรือสีขาว รูปทรงกลม รูปทรง เกือบกลม หรือทรงรูปไข่ กว้าง ๐.๓-๑ ซม. ยาว ๐.๓-๑.๓ ซม. ก้านเหนือกาบช่อดอกสีเขียว ตั้งขึ้น กว้าง ๑-๑.๓ มม. ยาว ๐.๕-๑ ซม. มีดอกจำนวนมากเรียงชิด กันรอบแกนช่อ ดอกสมบูรณ์เพศมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑-๒ มม. กลีบรวม 5 กลีบ เชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้ ๖ เกสร ก้านชูอับเรณูแบน รูปขอบขนาน แกนอับเรณู เรียว พูอับเรณูรูปทรงรี รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ทรง รูปไข่ มี ๓ ช่อง แต่ละช่องมีออวุล ๑ เม็ด ไร้ก้านยอด เกสรเพศเมีย ยอดเกสรเพศเมียรูปครึ่งทรงกลมแกม รูปคล้ายจาน

ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ช่อผลมี ๑-๕ ผล ผลคล้ายรูปกระบองกลับ ทรงรูปไข่ หรือ รูปทรงรี กว้าง ๑-๑.๔ ซม. ยาว ๑-๑.๘ ซม. สีเขียว สุกสีแดง พบบ่อยที่โคนผลมีกลีบรวมบางคล้ายกระดาษ ติดทน มีเมล็ด ๑ เมล็ด พบน้อยที่มีได้ถึง ๓ เมล็ด


ตองงุมมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ทั่วทุกภาค พบเกาะเลื้อยตามหิน ตามลำต้นและกิ่ง ของไม้ต้น ในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ที่สูงจากระดับทะเลปานกลาง ๒๕๐-๒,๐๐๐ ม. ออกดอก และเป็นผลตลอดปี ในต่างประเทศพบที่อินเดีย (อัสสัม) เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา ทิเบต จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และภูมิภาคอินโดจีน
ตองงุมมีลักษณะคล้ายตะเข็บ (Pothos scan- dens L.) ต่างกันที่ตองงุมมีก้านเหนือกาบช่อดอกตั้งขึ้น ขนาดใหญ่กว่า (กว้าง ๑-๑.๓ มม.) สีเขียว กิ่งที่สร้าง ช่อดอกมีจำนวนช่อดอกน้อย และพบบ่อยที่ช่อดอก ออกเป็นคู่ กาบช่อดอกสีเขียวอ่อนถึงสีเขียว แต่ตะเข็บ มีก้านเหนือกาบช่อดอกโค้ง ขนาดเล็กกว่า (กว้าง ๐.๓-๑ มม.) สีเขียวอ่อน สีม่วงอมแดง หรือสีม่วง กิ่ง ที่สร้างช่อดอกมีจำนวนช่อดอกมาก ช่อดอกออกเดี่ยว กาบช่อดอกสีเขียวอ่อน สีม่วงอมแดง หรือสีม่วง.
ชื่อผู้เขียน
รศ. ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย และนางสาวมณทิรา เกษมสุข